วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

โรคปวดเข่าและการบริหารแบบง่ายๆ

โรคปวดเข่า
ปวดเข่า เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ โดยเหตุที่ข้อเข่าต้องรับน้ำหนักตัวเกือบตลอดเวลา รวมทั้งอุปนิสัยของคนไทยที่ใช้เข่าในท่าพับงอ เช่น นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ หรือการนั่งยอง ๆ จึงเกิดความเสื่อมของกระดูกอ่อนเร็ว     การชลอความเสื่อมเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงและความสามารถปฏิบัติได้ หากได้รับการแนะนำในเรื่องการใช้เข่าให้ถูกต้อง การบำรุงรักษาสุขภาพ และการบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า จะช่วยขจัดปัญหาอาการปวดเข่าเรื้อรังและการติดยาของผู้ป่วย
.
ลักษณะโครงสร้างของเข่า
เข่า เป็นอวัยวะข้อของร่างกาย ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ คือ
.
กล้ามเนื้อ ซึ่งเสริมความแข็งแรง และช่วยในการเคลื่อนไหวของข้อ
กระดูก
กระดูกอ่อนบุผิวข้อ
เยื่อบุด้านในของข้อ (ทำหน้าที่สร้างน้ำหล่อเลี้ยงข้อและช่วยหล่อลื่นข้อ)
ปลอกหุ้มด้านนอกข้อ
เอ็น เป็นส่วนของปลอกหุ้มข้อที่หนาตัวเพื่อยึดข้อให้แข็งแรง
.
นอกจากนี้ยังมีเส้นเลือดและเส้นประสาทมาเลี้ยงบริเวณนี้ด้วย
.
สาเหตุข้อเข่าเสื่อม
อายุเกิน 40 ปี
น้ำหนักตัวมาก
การยืนหรือนั่งงอเข่านาน ๆ
การมีลักษณะเข่าโก่งออกนอกหรือโค้งเข้าใน
จากสาเหตุใดก็ตามที่ทำให้กล้ามเนื้อรอบข้อเข่าอ่อนแรง เช่น ได้รับบาดเจ็บ
ปัจจัยส่งเสริมอื่น ๆ เช่น ขาดอาหาร หญิงวัยหมดประจำเดือน การได้รับยาฉีดเข้าข้อ โรคข้ออักเสบจากสาเหตุอื่น เช่น โรคเกาส์ โรครูมาตอยด์ ฯลฯ
.
อาการ
ปวดรอบเข่า นั่งแล้วลุกลำบาก หรือ ปวดมากเวลาเดิน
บวมและร้อนรอบเข่า
ในรายที่เป็นมากแม้เคลื่อนไหวโดยไม่ลงน้ำหนัก หรือขณะพักอยู่นิ่ง ๆ ก็ปวด
สภาพเข่าโก่ง หรือโค้งผิดรูปมากขึ้น
.
การป้องกัน
1.ลดน้ำหนักตัว โดยควบคุมอาหาร
2.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ ผัก ผลไม้รสไม่หวานจัด เช่น แตงโม ชมพู่ สับประรด ส้ม มะละกอ พุทรา และฝรั่ง หลีกเหลี่ยงอาหารรถจัด อาหารมัน อาหารที่ทำจาก แป้ง กะทิ ขนมหวานต่าง ๆ และผลไม้รสหวานจัด เช่น เงาะ ทุเรียน องุ่น มังคุด ละมุด ลำไย น้อยหน่าและมะม่วงสุก
3.รับประทานอาหรให้เป็นเวลา ครบ 3 มื้อ รับประทานอาหารพออิ่ม ไม่รับประทานอาหารจุกจิก และดื่มน้ำบ่อย ๆ
4.หลีกเหลี่ยงการนั่งกับพื้น การนั่ง งอเข่า ชันเข่า นั่งพบเพียบ นั่งขัดสมาธิ นั่ง ยอง ๆ และเวลาขับถ่ายควรใช้ส้วมแบบนั่ง หรือใช้เก้าอี้เจาะรูวาง
5.หลีกเหลี่ยงการขึ้นที่สูง การขึ้นบันได้ บ่อย ๆ การยืนหรือการเดินนาน ๆ
6.ออกกำลังบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ถึงแม้ในปัจจุบันยังไม่มีอาการปวดเข่า
.
การบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่า
.
ประโยชน์
ทำให้กล้ามเนื้อรอบเข่าแข็งแรง
ป้องกันการอักเสบ และ ชะลอความเสื่อมของเข่า
หลักการบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า
เป็นการบริหารโดยการเกร็งกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า มีวิธีการบริหาร 4 ท่า ในแต่ละท่า ทำประมาณ 10 ครั้ง ในเข่าแต่ละข้าง ดังจะได้อธิบายต่อไป
.
ไม่บริหารอย่างเร่งรีบ หรือหักโหม ควรบริหารอย่าง ช้า ๆ ด้วยความตั้งใจ
บริหารทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น
.
ในแต่ละท่าการบริหาร จะบริหารเข่าที่ละข้างหรือสองข้างพร้อมกันก็ได้
ควรบริหารทั้ง สองข้าง ถึงแม้จะมีอาการปวดเข่าเพียงข้างเดียวก็ตาม
.
ไม่มีน้ำหนักกดที่เข่าขณะบริหาร
.
งดการบริหารขณะมีอาการปวดเข่ามาก ควรพักและใช้เข่าเท่าที่จำเป็นและให้เริ่มบริหารเมื่ออาการปวดเข่าทุเลาลงแล้ว
.
วิธีการบริหาร
.
ท่าที่ 1 นอนหงาย ศรีษะหนุนหมอนเหยียดขาตรงบนพื้นราบ เกร็งกล้ามเนื้อรอบเข่า โดยขณะเกร็งใต้ท้องเข้าจะสนิทแนบกับพื้นตลอดเวลา เกร็งค้างไว้นาน 6-10 วินาที หรือนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ และเริ่มบริหารใหม่ ช้า ๆ ขณะเกร็งจะกระดกข้อเท้าขึ้นด้านบนด้วยก็ได้
.
ท่าที่ 2 นอนหงาย ศรีษะหนุนหมอนใช้หมอนข้างหรือหมอนหนุนศรีษะอีกใบหนึ่ง วางไว้ใต้เข่า ออกแรงต้นกดขากอดหมอนนี้ไว้ พร้อมกับเกร็งเหยียดส่วนของขาใต้เข่าให้ตรง เกร็งค้างไว้นาน 6-10 วินาที หรือนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ และเริ่มบริหารใหม่ (ท่านที่มีอาการปวดหลังไม่ควรบริหารท่านี้)
.
ท่าที่ 3 นั่งบนเก้าอี้หลังพิงพนักพิง เท้าวางราบกับพื้น หรือวางเท้าบนม้านั่งตัวเล็ก ๆ เพื่อไม่ให้เข่างอมาก เริ่มบริหารโดยวางต้นขานิ่ง ๆ บนเก้าอี้ พร้อมกับเกร็งเหยียดส่วนของขาใต้เข่าให้ตรงในระดับแนวตะโพก เกร็งค้างไว้นาน 6-10 วินาที หรือนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่และเริ่มบริหารใหม่
.
ท่าที่ 4 นั่งบนเก้าอี้ หลังพิงพนักพิงไขว้ขาสองข้างซ้อนกัน โดยให้ขาข้างหนึ่งข้างใดอยู่ด้านบนก่อนก็ได้ แล้วออกกำลังเกร็งกดขาสู้กัน เกร็งสู้กันไว้นาน 6-10 วินาที หรือนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ และเริ่มบริหารใหม่สลับบริหารเข่าทั้งสองข้าง
.
การรักษา
การทำกายภาพบำบัด เพื่อคงการเคลื่อนไว้ของเข่า และลดการอักเสบ
การรักษาทางยา ควรได้รับการรักษาจากแพทย์ ไม่ซื้อยาใช้เอง เพราะยาที่ใช้จะเป็นยาแก้ปวด เมื่อใช้ไม่ถูกวิธี จะเกิดปัญหาต่อสุขภาพผู้ป่วย เช่น เกิดแผลในกระเพาะอาหาร โลหิตจาง หรือมีอาการแพ้ยา
.
การรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งอยู่ในการพิจารณาของแพทย์ในผู้ป่วยแต่ละราย การผ่าตัดมี 2 วิธี คือ
1. การผ่าตัดกระดูกขาให้ตรง
2. การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า และใส่ข้อเข่าเทียม
.
สรุป : ข้อเข่ามีความหมายต่อสุขภาพ ขอให้ท่านสนใจเสียแต่วันนี้ เพื่อสุขภาพของข้อเข่าที่แข็งแรงทุกวันในปัจจุบันและอนาคต
อยากเห็นคนไทยสุขภาพแข็งแรงกันทุกๆคนนะครับ

วงจรปัญหาปวดเข่า

อาจารย์แพทย์หญิง อารีรัตน์ อนันต์นนท์ศักดิ์ แห่งภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวไว้ว่า
ร่างกายของมนุษย์เรามีการใช้งานกันอยู่ตลอดเวลา การเคลื่อนไหวของ
ข้อต่อ กระดูก กล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่างๆ
ตามต้องการ การใช้งานของเนื้อเยื่อดังกล่าวที่มากเกินไปอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่ถูกวิธีหรือขาดการดูแล (ขาดการออกกำลังกายที่ถูกต้อง) ทำให้เกิดการหดเกร็ง สึกหรอ อักเสบของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อต่อ และกระดูก จนเกิดอาการปวด ตามมาได้
อาการปวดกระดูก ข้อต่อ และกล้ามเนื้อ เช่น ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า
ปวดไหล่ เป็นอาการที่พบบ่อยในภาวะสังคมที่ต้องทำงานกันเกือบตลอดเวลา เช่นในปัจจุบันนี้ อาการปวดนี้พบได้กับคนทุกอาชีพ ทุกเพศ ทุกวัย พอๆ กับอาการตัวร้อน ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ของโรคหวัดเลยทีเดียว ถ้าหมอจะถามว่าใครเคยปวดหลัง ปวดคอ ปวดแขน ปวดเข่า ปวดขาฯลฯ บ้าง คิดว่าในช่วงชีวิตของทุกคนต้องเคยปวดสักครั้งหนึ่งมาก่อนแล้วทั้งนั้น ประสบการณ์ของการปวดแต่ละคนจะแตกต่างกัน บางคนก็แค่เมื่อยๆ บางคนปวดเป็นๆหายๆ บางคนปวดจนรุนแรงลุกเดินไม่ได้ หรือประกอบกิจวัตรประจำวันไม่ได้เลย
จะเห็นว่าโรคปวดกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ มีสาเหตุมากมาย ดังนั้นเมื่อมีอาการปวด คุณควรจะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนที่โรคจะลุกลามเป็นมากขึ้น เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากอะไร และหาแนวทางการรักษาที่ถูกต้องต่อไป โดยแพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายอาจร่วมกับการ x-ray หรือเจาะเลือดในบางราย เพื่อทราบสาเหตุที่แน่นอนก่อนว่าเป็นโรคอะไร จึงค่อยทำการลดอาการปวด โดยอาจให้ยาระงับอาการปวดในระยะแรก โดยยาระงับอาการปวดนี้จะมีฤทธิ์ลดการอักเสบร่วมด้วย การให้ยาควรให้เพียงระยะสั้นๆเท่านั้น เนื่องจากพึงระวังในฤทธิ์ข้างเคียงของยา การรักษาจะใช้วิธีการทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู ซึ่งมีอยู่หลายวิธี
กล่าวเฉพาะอาการปวดเข่า คนเรามักจะไม่ค่อยสนใจหัวเข่าเท่าใดนักตราบเท่าที่มันยังทำงานได้ปกติ แต่เมื่อใดที่มีอาการปวดหรือเดินไม่ถนัด จึงเริ่มตระหนักว่าหัวเข่านั้นมีความสำคัญ
วงจรปัญหาปวดเข่า
เพื่อตัดวงจรของปัญหาการปวดเข่าเรื้อรัง เขาบอกว่าผู้ที่มีอาการปวดเข่า
จึงจำเป็นต้องบริหารเข่า โดยประโยชน์ของการบริหารเข่า จะช่วยให้เข่าเคลื่อนไหวงอ-เหยียดได้เต็มที่ และช่วยให้กล้ามเนื้อรอบเข่า แข็งแรง และทนทานค่ะ

โดยเริ่มจากท่าง่ายขึ้นแล้วพัฒนาไปสู่ท่ายากขึ้น และให้ทำหลังทุเลาปวด หากมีการปวดขณะบริหารควรหยุดท่านั้นก่อน ทั้งนี้ให้ทำสม่ำเสมอทุกวัน อย่างน้อยวันละ 30 – 50 ครั้ง ผู้ที่ไม่เคยปวดเข่า ทำได้ทุกท่าค่ะ โดยเน้นท่าที่มีแรงต้านทานมากๆ จะดีค่ะ
ท่าที่ 1 ท่านอนเหยียดเข่า
เป็นท่าบริหารกล้ามเนื้อหน้าขา นอนหงายให้หมอนใบเล็กๆ หนุนใต้เข่าให้เข่างอเล็กน้อย เหยียดให้เข่าตรงที่สุด เกร็งไว้ 10 วินาที
ท่านี้เหมาะกับคนที่ปวดหรือมีการอักเสบของเข่าค่ะ
เมื่อทุเลาแล้ว ใช้หมอนรองให้เข่างอมากขึ้น หรือเปลี่ยนมานั่งบนเก้าอี้แล้วเหยียดเข่าให้ตรง หรืออาจใช้ถุงทรายหรือน้ำหนักถ่วงเพิ่มบริเวณข้อเท้าเพื่อเพิ่มความแข็งแรงกล้ามเนื้อให้มากขึ้นค่ะ
ท่าที่ 2 ท่านอนคว่ำงอเข่า
เป็นท่าบริหารกล้ามบริหารกล้ามเนื้อหลังขา โดยนอนคว่ำ งอข้อเข่าข้างที่เคยปวด หรืองอไม่ได้เข้ามาให้มากที่สุด
เกร็งไว้ 10 วินาที แล้วเหยียดออก และอาจใช้ถุงทรายถ่วงเพิ่มน้ำหนักแรงต้านที่ข้อเท้าได้เช่นกันค่ะ
ท่าที่ 3 ท่าย่อตัวลงนั่ง
ให้ยืนหันหลังให้ขาชิดขอบเก้าอี้หรือฝาผนัง ค่อยๆ ย่อเข่าทั้งสองลงนั่งแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ทำช้าๆ
หรืออาจหยุดเกร็งค้างไว้ที่ช่วงใดช่วงหนึ่ง เมื่อทำได้ดีแล้วให้เปลี่ยนเก้าอี้ให้เตี้ยลงเรื่อยๆ
การบริหารร่างกายนั้น ถ้าทำได้อย่างถูกต้อง ถูกท่าทาง ถูกขั้นตอน และถูกจังหวะเวลา อาการปวดก็จะดีขึ้น แต่ถ้าทำผิดท่าผิดเวลา อาการปวดจะมากขึ้นได้ จึงควรบริหารตามคำแนะนำทางแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
อาจารย์แพทย์หญิง อารีรัตน์ อนันต์นนท์ศักดิ์ กล่าวไว้ว่าโรคปวดเมื่อรักษาจนหายแล้ว สามารถปวดขึ้นมาใหม่ได้อีก เช่นเดียวกับโรคหวัด นั่นคือ เมื่อคุณไปทำท่วงท่าที่ไม่ถูกสุขลักษณะขณะทำงานหรือทำกิจวัตรประจำวัน ก็เปรียบเสมือนคุณได้รับเชื้อหวัด โดยถ้าขณะนั้นกล้ามเนื้อที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของข้อต่อบริเวณที่ปวดอ่อนแอ (ขาดการออกกำลังกาย และขาดการบริหารกล้ามเนื้อ) ซึ่งเปรียบเสมือนภูมิคุ้มกันของร่างกายที่อ่อนแอลง คุณก็มีโอกาสปวดขึ้นมาใหม่ เหมือนกับการเป็นหวัดขึ้นใหม่อีกครั้งนั่นเองครับ
อยากเห็นคนไทยสุขภาพแข็งแรงกันทุกๆคนนะครับ

บทความข้อเข่าเสื่อมฉบับคัดย่อ ครับ อ่านเพื่อเสริมความรู้เรื่องเข่าเสื่อมครับ

โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในผู้สูงอายุ ทำให้เกิดอาการปวดเข่า บวมแดง เข่าฝืดยึด มีเสียงดังในเข่า ไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้ดังปกติ ซึ่งมีความรุนแรงมากน้อยต่างกันไป สาเหตุมีได้หลายประการ เช่น ผลสะสมจากความเสื่อมและการใช้ข้อเข่าที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่วัยหนุ่มสาว การที่มีน้ำหนักตัวมากๆ ทำให้เข่าต้องรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในทุกขณะที่ก้าวเดิน หรือเคยได้รับอุบัติเหตุบริเวณข้อเข่ามาก่อน บางรายเคยมีการอักเสบติดเชื้อ หรือเป็นโรคไขข้อ บางชนิด เช่น โรครูมาตอยด์ เป็นต้น
อาการของโรค
1. เริ่มจากปวดเป็นๆ หายๆ เมื่อได้พักการใช้เข่า อาการปวดก็จะทุเลา และจะปวดมากขึ้นเมื่อมีการใช้งานข้อนั้นมาก ในรายที่เป็นมากอาการปวดจะเป็นตลอดเวลา
2. ข้อฝืด ใช้งานไม่ถนัด บางรายมีข้อติด
3. ข้อผิดรูป เข่าบวมโต บางรายมีขาโก่งออก
4. มีปัญหาในการใช้งานข้อเข่า เช่น ลุกนั่งม้าเตี้ย , ขึ้นลงบันได รวมทั้งการเดิน
.
แนวทางการดูแลรักษา
.
มุ่งลดอาการปวดด้วยวิธีต่างๆ รวมทั้งให้คำแนะนำผู้ป่วยให้ทราบถึงการใช้เข่าที่ถูกต้อง
.
1. ลดอาการปวดและเกร็งของกล้ามเนื้อรอบเข่า โดยใช้ความร้อนประคบ
2. บริหารกล้ามเนื้อรอบเข่าให้แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยลดแรงกระทำต่อข้อเข่า
3. ใช้สนับเข่าในรายที่เข่าเสียความมั่นคง สนับเข่าจะช่วยให้ข้อเข่ากระชับ ลดอาการปวด แต่ถ้าใช้เป็นเวลานานจะพบว่ากล้ามเนื้อรอบเข่าลีบจากการไม่ได้ใช้งาน จึงควรมีการบริหารข้อเข่าร่วมด้วยเสมอ
4. อริยาบทต่างๆ ที่ไม่เหมาะสม จะเป็นตัวเร่งส่งเสริมให้เกิดความเสื่อมในข้อเข่าเร็วขึ้น ได้แก่ การนั่ง พับเพียบ คุกเข่า ขัดสมาธิ นั่งยองๆ ควรหลีกเลี่ยงหรือปรับให้เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้นั้น
5. ไม้เท้าจะช่วยแบ่งเบาแรงที่กระทำต่อข้อเข่าได้บ้าง และช่วยเพิ่มความมั่นคงในการยืนเดิน บางรายอาจใช้ร่มแทน ให้ใช้จุกยางอุดปลายร่มเพื่อกันลื่น
6. ลดน้ำหนัก เนื่องจากเวลายืนเดิน เข่าต้องรับน้ำหนัก 3-4 เท่าของน้ำหนักตัว ในผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก เข่าจะยิ่งต้องรับน้ำหนักมากกว่าปกติ ดังนั้นการลดน้ำหนักจะช่วยลดแรงกระทำต่อข้อเข่าได้มาก
.
การบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่า
.
1. นั่งชิดเก้าอี้ เหยียดเข่าตรง เกร็งค้างนับ 1-10 หรือเท่าที่ทำได้ แล้วเอาลงนับเป็น 1 ครั้ง ทำสลับข้าง ( รูป 1)
2. ถ้าทำได้เก่งขึ้น ให้นั่งไขว้ขา โดยขาบนกดลง และขาล่างเหยียดขึ้น เกร็งนับ 1-10 ทำสลับข้างเช่นกัน ท่านี้ช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าขา และท้องขาแข็งแรงขึ้น ( รูป 2)
3. นอนหงาย เอาหมอนเล็กๆวางใต้เข่า เกร็งสะบ้า เหยียดเข่าตึง นับ 1-10 เช่นกัน ( รูป 3)
การบริหารทุกท่า ให้เริ่มทำจากน้อยไปมาก โดยทำประมาณ 10-20 ครั้ง / ชุด วันละ 2-3 ชุดเป็นอย่างน้อย ค่อยๆเพิ่มตามความสามารถของกล้ามเนื้อรอบเข่า จะช่วยเพิ่มทั้งความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ
ขอขอบคุณบทความดีๆจาก การดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม โดย รศ . พญ . วิไล คุปต์นิรัติศัยกุล
อยากเห็นคนไทยสุขภาพแข็งแรงๆครับ

ฝึกใช้เข่าอย่างถูกวิธีเพื่อเพื่อชะลอหรือยืดอายุ

การใช้ข้อเข่าอย่างถูกวิธี
.
ทำตามได้ง่ายๆนะครับ ค่อยๆปรับตัว ทีละอย่างๆ รับรองว่า ช่วยพวกเราได้ดีจริงๆนะครับ
อริยาบทบางอย่างนั้นไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคข้อเข่า ควรมีการปรับให้เหมาะสมในแต่ละคน ตัวอย่างเช่น
.
•  การซักผ้า ซักทีละไม่มากชิ้น นั่งซักบนม้าเตี้ยๆและเหยียดเข่าสองข้าง ถ้าสามารถใช้เครื่องซักผ้าได้ก็จะเป็นการดี
.
•  การรีดผ้า เลี่ยงการนั่งพื้นรีดผ้า ควรใช้การนั่งเก้าอี้หรือยืนรีด และควรหาม้าเตี้ยๆมารองพักขาข้างหนึ่งไว้เพื่อช่วยพักกล้ามเนื้อขาและหลัง
.
•  เลี่ยงการก้มถูพื้นบ้าน หรือการทำความสะอาดห้องน้ำ ให้ใช้ไม้ม๊อบถูพื้นแทน
.
•  การนั่งพับเพียบไปวัดฟังเทศน์ อาจเลี่ยงโดยนั่งขอบบันได หรือนั่งเก้าอี้แทน
.
•  การนั่งขัดสมาธิทำสมาธิ อาจเลี่ยงโดยนั่งสมาธิบนเก้าอี้ แทนการนั่งขัดสมาธิที่พื้น
.
•  เลี่ยงการนั่งพื้นทำกิจกรรมต่างๆ เนื่องจากการนั่งพื้นต้องงอเข่ามาก โดยเฉพาะเวลาลุกขึ้นลง
.
•  ส้วมมีความสำคัญมากเช่นกัน ในรายที่ใช้ส้วมนั่งยองๆ จะเพิ่มอาการปวดเข่า อาจปรับโดยหาม้าสามขาคร่อมบนส้วมซึม และนั่งบนม้าสามขาแทน
.
ปัจจุบันมีส้วมนั่งแบบชักโครกแต่ใช้การราดน้ำ สามารถนำไปเปลี่ยนแทนส้วมซึมได้ ราคาถูกและสะดวกกว่า
อยากเห็นคนไทยสุขภาพแข็งแรงกันทุกๆคนนะครับ

การบริหารช่วยยืดอายุการใช้งานของข้อเข่า

วันนี้ผมขอแนะนำท่าบริหาร ที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานข้อเข่านะครับ
เป็นท่าบริหารง่ายๆ 5 ท่า ที่สามารถทำเองได้ทุกวัน ทำได้ทุกสถานที่ และไม่ต้องใช้อุปกรณ์ให้ยุ่งยาก สามารถยืดอายุการใช้งานข้อเข่าของเราให้มีอายุการใช้งานเพิ่มมากขึ้น ดังต่อไปนี้
ท่าที่ 1 ชันเข่าเกร็งข้อ  นอนราบไปกับพื้น หรือ เตียงนอน  จากนั้นชันเข่าขึ้นมา และยกขาอีกข้างขึ้นมาอย่างช้าๆ ประมาณ 45 องศา เกร็งกล้ามเนื้อต้นขา ยกค้างไว้ 10 วินาที หรือ นับ 1 -10 โดยทำเช่นเดียวกันนี้ทีละข้าง ข้างละ  10 ครั้ง ทำซ้ำเป็นจำนวน 3 เซ็ต จะช่วยให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง และช่วยแบ่งเบาการรับน้ำหนักที่บริเวณ ข้อเข่าได้เป็นอย่างดี
ท่าที่ 2 งอเข่าคร่อมหมอน นอนราบไปกับพื้น หรือ เตียงนอน จากนั้นเอาขาพาดคร่อมไปบนหมอน จากนั้น ดึงขางอเข่าทั้งสองข้างเข้ามา ให้เท้าลอยจากพื้น เกร็งกล้ามเนื้อต้นขาค้างไว้ 10 วินาที หรือ นับ 1–10 แล้วเหยียดขาออกไป เกร็งกล้ามเนื้อขาค้างไว้ 10 วินาที ทำซ้ำจำนวน 3 เซ็ต
ท่าที่ 3 เกร็งข้อพาดหมอน นอนราบไปกับพื้น หรือ เตียงนอน จากนั้นเอาขาพาดไปกับหมอน และยกขาขึ้นมาข้างหนึ่งอย่างช้าๆ ประมาณ 45 องศา เกร็งกล้ามเนื้อต้นขา ยกค้างไว้ 10 วินาที หรือ นับ 1 -10 โดยทำเช่นเดียวกันนี้ทีละข้าง ข้างละ 10 ครั้ง ทำซ้ำเป็นจำนวน 3 เซ็ต  การบริหารท่านี้ช่วยทำให้การไหลเวียนเลือดของขาดีขึ้น และทำให้กล้ามเนื้อขามีความยืดหยุ่นมากขึ้น
ท่าที่ 4 คว่ำหน้าเกร็งข้อ นอนคว่ำหน้าราบไปกับพื้น หรือ เตียงนอน จากนั้นยกขาขึ้นมาข้างหนึ่งอย่างช้าๆ ประมาณ 90 องศา เกร็งกล้ามเนื้อต้นขา ยกค้างไว้ 10 วินาที โดยทำเช่นเดียวกันนี้ทีละข้าง ข้างละ 10 ครั้ง ทำซ้ำเป็นจำนวน 3 เซ็ต ท่านี้ จะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณข้อเข่าด้านหลังมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น
ท่าที่ 5 กระดกขา นั่งบนโต๊ะ หรือ เก้าอี้ที่สูงพอสมควร โดยให้เท้าสองข้างลอยจากพื้นประมาณประมาณ จากนั้นยกขาขึ้นมาทีข้างหนึ่งช้าๆ ประมาณ 30 องศา เกร็งกล้ามเนื้อต้นขาเล็กน้อย ในขณะที่ยกขาค้างไว้ 10 วินาที ทำเช่นเดียวกันนี้ทีละข้าง ข้างละ 10 ครั้ง จำนวน 3 เซ็ต จะช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานและการไหลเวียนโลหิตบริเวณข้อเข่าดีขึ้น      ช่วยแบ่งเบาการรับน้ำหนักที่บริเวณข้อเข่าได้
ท่าบริหารทั้ง 5 ท่า สามารถปฏิบัติได้แบบสบาย ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือที่ทำงาน เมื่อปฏิบัติเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณข้อเข่าแข็งแรงยิ่งขึ้นช่วยแบ่งเบาการรับน้ำหนักตัวของข้อเข่า เหมาะกับทั้งผู้ที่มีปัญหาข้อเข่าและผู้ที่ต้องการดูแลรักษาข้อเข่าให้ใช้งานยาวนานมากที่สุดเท่าที่ทำได้
อยากเห็นคนไทยสุขภาพแข็งแรงๆครับ

ดูแลเข่าด้วยตนเองครับ

วันนี้ผมมีข้อแนะนำในการดูแลเข่าอักเสบด้วยตนเองมาให้ครับ
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
ทำกายภาพบำบัด
การกินยาแก้ปวดลดการอักเสบ
การผ่าตัด เพื่อจัดแนวกระดูกใหม่
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม
ในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมให้หายขาดได้
จุดมุ่งหมายในการรักษาทุกวิธีก็คือ ลดอาการปวด ทำให้เคลื่อนไหวข้อได้ดีขึ้น
ป้องกันหรือแก้ไขการผิดรูปร่างของข้อ
เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตประจำวันหรือทำงานได้เป็นปกติ
.
การกินยาแก้ปวด หรือ การผ่าตัด ถือว่าเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ
ถ้าผู้ป่วยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตประจำวัน และ ไม่บริหารข้อเข่า
ผลการรักษาก็จะไม่ดีเท่าที่ควร
.
วิธีการรักษา ที่ได้ผลดี เสียค่าใช้จ่ายน้อย ทุกคนสามารถทำได้ด้วยตนเอง คือ
1 ลดน้ำหนักตัว เพราะเมื่อเดินจะมีน้ำหนักลงที่เข่าแต่ละข้างประมาณ 3 เท่าของน้ำหนักตัว แต่ถ้าวิ่ง น้ำหนักจะลงที่เข่าเพิ่มเป็น 5 เท่าของน้ำหนักตัว ดังนั้น ถ้าลดน้ำหนักตัวได้
ก็จะทำให้เข่าแบกรับน้ำหนักน้อยลง การเสื่อมของเข่าก็จะช้าลงด้วย
.
2 ท่านั่ง ควรนั่งบนเก้าอี้ที่สูงระดับเข่า ซึ่งเมื่อนั่งห้อยขาแล้วฝ่าเท้าจะวางราบกับพื้นพอดี ไม่ควร นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ นั่งคุกเข่า นั่งยอง ๆ หรือนั่งราบบนพื้น เพราะท่านั่งดังกล่าว
จะทำให้ ผิวข้อเข่าเสียดสีกันมากขึ้น ข้อเข่าก็จะเสื่อมเร็วขึ้น
.
3 เวลาเข้าห้องน้ำ ควรนั่งถ่ายบนโถนั่งชักโครก หรือ ใช้เก้าอี้ที่มีรูต้องกลาง วางไว้เหนือ คอห่าน ไม่ควรนั่งยอง ๆ เพราะทำให้ผิวข้อเข่าเสียดสีกันมาก และเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงขา
ถูกกดทับ เลือดจะไปเลี้ยงขาได้ไม่ดี ทำให้ขาชา และมีอาการอ่อนแรงได้ ควรทำที่จับยึดบริเวณด้านข้างโถนั่งหรือใช้เชือก ห้อยจากเพดานเหนือโถนั่ง เพื่อใช้จับพยุงตัว เวลาจะลงนั่ง
หรือจะลุกขึ้นยืน
.
4 นอนบนเตียง ซึ่งมีความสูงระดับเข่า ซึ่งเมื่อนั่งห้อยขาที่ขอบเตียงแล้วฝ่าเท้าจะแตะพื้นพอดี ไม่ควรนอนราบบนพื้นเพราะต้องงอเข่าเวลาจะนอนหรือจะลุกขึ้น ทำให้ผิวข้อเสียดสีกันมากขึ้น
.
5 หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันได
.
6 หลีกเลี่ยงการยืนหรือ นั่งในท่าเดียวนาน ๆ ถ้าจำเป็นก็ให้ขยับเปลี่ยนท่าหรือขยับเหยียด-งอข้อเข่า เป็นช่วง ๆ
.
7 การยืน ควรยืนตรง ให้น้ำหนักตัวลงบนขาทั้งสองข้างเท่า ๆ กัน ไม่ควร ยืนเอียงลงน้ำหนักตัวบนขาข้างใดข้าง-หนึ่ง เพราะจะทำให้เข่าที่รับน้ำหนักมากกว่าเกิดอาการปวด และข้อเข่าโก่งผิดรูปได้
.
8 การเดิน ควรเดินบนพื้นราบ ใส่รองเท้าแบบมีส้นเตี้ย(สูงไม่เกิน 1 นิ้ว) หรือ แบบที่ไม่มีส้นรองเท้า พื้นรองเท้านุ่มพอสมควร และ มีขนาดที่พอเหมาะเวลาสวมรองเท้าเดินแล้ว
รู้สึกว่ากระชับพอดี ไม่หลวมหรือคับเกินไป ไม่ควร เดินบนพื้นที่ไม่เสมอกันเช่น บันได ทางลาดเอียงที่ชันมาก หรือทางเดินที่ขรุขระเพราะจะทำให้น้ำหนักตัวที่ลงไปที่เข่าเพิ่มมากขึ้น
และอาจจะเกิดอุบัติเหตุหกล้มได้ง่าย
.
9 ควรใช้ไม้เท้า เมื่อจะยืนหรือเดิน โดยเฉพาะ ผู้ที่มีอาการปวดมากหรือมีข้อเข่าโก่งผิดรูป เพื่อช่วยลดน้ำหนักตัวที่ลงบนข้อเข่าและช่วยพยุงตัวเมื่อจะล้ม แต่ก็มีผู้ป่วยที่ไม่ยอมใช้ไม้เท้าโดยบอกว่า รู้สึกอายที่ต้องถือไม้เท้า และไม่สะดวก ทำให้เกิดผลเสียตามมาคือ ข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้น และ เสี่ยงต่ออุบัติเหตุหกล้ม
สำหรับวิธีการถือไม้เท้านั้น ถ้าปวดเข่ามาก ข้างเดียวให้ถือไม้เท้าในมือด้านตรงข้ามกับเข่าที่ปวด แต่ถ้าปวดเข่าทั้งสองข้างให้ถือในมือข้างที่ถนัด
.
10 บริหารกล้ามเนื้อรอบ ๆ ข้อเข่า ให้แข็งแรง เพื่อช่วยให้การเคลื่อนไหวของข้อได้ดีขึ้น และสามารถทรงตัวได้ดีขึ้นเวลายืน หรือ เดิน การออกกำลังกายควรเป็นการออกกำลังกายที่ไม่ต้องมีการลงน้ำหนักที่เข่ามากนัก เช่น การเดิน การขี่จักรยาน การว่ายน้ำ เป็นต้น
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู่ที่สนใจ หรือดีต่อคนที่มีปัญหาข้อเข่าอักเสบนะครับ
ใครรู้จักคนที่กำลังทรมานเพราะอาการปวดเข่า ลองคัดลองเอาไปให้เขาปฏิบัติดูสิครับ
อยากเห็นทุกคนสุขภาพแข็งแรง
ร.ต.มกร ชีวะถาวร(หมวดมิ้นท์)
0870434848

แนวทางการรักษาข้อเข่าเสื่อม แต่...เรื่องค่าใช้จ่ายเนี่ยเอาเรื่องเลย

การรักษาข้อเข่าเสื่อม
ในสมัยก่อน มีแต่การใช้ยาแก้ปวด เช่น
ยาพาราเซตามอลรับประทานเวลามีอาการปวด
ถ้ายังปวดอยู่ก็อาจจะใช้ยาต้านการอักเสบทีไม่ใช่สเตียรอยด์
เพื่อลดอาการปวดและอักเสบลง แต่ควรใช้เพียงระยะเวลาหนึ่ง
จนหายปวดแล้วหยุดยาได้ แต่ถ้ายังไม่สามารถลดการใช้งานข้อ
ยังมีน้ำหนักมาก ข้อก็ยังจะเสื่อมต่อไปจนต้องได้รับการรักษา
ด้วยการผ่าตัดใส่ข้อเข่าเทียมในที่สุด
.
ดังนั้นถ้าเป็นเมื่อ 10 ปีก่อน ผู้ที่เป็นข้อเข่าเสื่อมคงมีแต่การรอผ่าตัดใส่ข้อเทียม
เพื่อแก้ไขข้อที่เสื่อม  แต่ในปัจจุบัน คนไทยวัยทองที่มีปัญหาข้อเข่าเสื่อม
นับว่าโชคดีมากเพราะในปัจจุบันมีวิธีการชะลอความเสื่อมของข้อเข่าได้
ด้วยการใช้ยาหลายชนิด เช่น ยาเสริมกระดูกอ่อนในข้อที่ เรียกว่า
ยา กลูโคซามีนซัลเฟต ที่มีประสิทธิภาพลดอาการปวดข้อเข่าได้
เมื่อใช้ไปประมาณ 2-3 เดือน และช่วยชะลอความเสื่อมทำให้กระดูกอ่อนในข้อเข่า
ไม่เสื่อมทรุดลง
.
หลังจากใช้ติดต่อกันไป 3-5 ปี พบว่าระยะห่างของกระดูก 2 ข้างในข้อไม่ได้แคบลง
แต่กลับกว้างขึ้น แปลว่ากระดูกอ่อนในข้อดูเหมือนจะหนาขึ้น
.
ในขณะที่ผู้ที่ไม่ได้ใช้ยานี้ มีระยะห่างนี้แคบเข้ามามาก หรือ
.
ยาที่ลดการอักเสบให้มีการทำลายกระดูกอ่อนน้อยลงที่เรียก
ยาไดอะซีลีน เพราะมันสามารถลดการสร้างสารตัวกลางที่ทำให้เกิดการอักเสบในข้อ
.
เมื่อข้อไม่มีการอักเสบ การทำลายข้อก็น้อยลง ยาไตอะซีลีน สามารถลดอาการปวดข้อ
ลดการอักเสบและชะลอความเสื่อมของข้อได้ เมื่อรับประทานต่อเนื่อง 2-3 เดือนขึ้นไป
.
หรือแม้กระทั่งมีการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียม ที่มีคุณสมบัติเหมือนน้ำเลี้ยงข้อของคนหนุ่มคนสาว
ที่มีความเหนียวและความยืดหยุ่นสูง เข้าไปทดแทนน้ำเลี้ยงข้อของคนวัยทองที่เป็นข้อเสื่อม
ที่ไม่ค่อยมีความเหนียว ไม่สามารถหล่อลื่นหรือลดแรงกดดัน หรือนำพาอาหารมาเลี้ยง
กระดูกอ่อนในข้อได้ดี เหมือนน้ำเลี้ยงข้อของคนอายุน้อย
.
นอกจากนี้น้ำเลี้ยงข้อเทียมที่ฉีดเข้าไปในข้อ ยังสามารถกระตุ้นให้เซลเยื่อหุ้มข้อ
สร้างน้ำเลี้ยงข้อเทียมที่ดีออกมาอย่างต่อเนื่อง ได้เป็นระยะเวลานานประมาณ 6 เดือน
ดังนั้นการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียมเข้าข้อเพื่อรักษาข้อเข่าเสื่อม จึงควรมีการฉีดทดแทน
ทุกๆ 6 เดือน ในระยะ 1-2 ปีแรก
ต่อไปเมื่อมี การสร้างน้ำเลี้ยงข้อเทียมที่ดีออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สภาพในข้อดีขึ้น
ชะลอความเสื่อมของข้อแล้ว
.
การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียมทดแทน อาจจะสามารถยืดระยะเวลาการฉีดออกไป
เป็นทุก 8 เดือนหรือมากกว่านั้นได้ อย่างไรก็ตาม การรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยน้ำเลี้ยงข้อเทียม
ยังมีราคาค่อนข้างแพง โดยการฉีดยา 1 ชุด (3 เข็ม – 5 เข็ม แล้วแต่ชนิดของยาฉีด)
จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ระหว่าง 1-2 หมื่นบาท สำหรับข้อเข่า 1 ข้าง ดังนั้นการพิจารณา
รับการรักษาด้วยน้ำเลี้ยงข้อเทียม จึงควรคำนึงถือค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วย
.
การรักษาเหล่านี้สามารถชะลอความเสื่อมของข้อเข่าให้ช้าลงได้ แต่จะได้ผลดีมากน้อยเพียงใด
ขึ้นอยู่กับว่าเริ่มรักษาเมื่อใด ถ้าเริ่มรักษาตั้งแต่ข้อเสื่อมระยะแรกๆ
ก็จะทำให้ข้อสามารถคงสภาพอยู่ได้นาน แต่ถ้าเริ่มเมื่อข้อเข่าเสื่อมไปมากแล้ว
ก็อาจจะบรรเทาอาการปวดและชะลอความเสื่อมได้ระดับหนึ่ง
แต่ข้อเข่าอาจจะไม่อยู่ในสภาพที่ดีเหมือนเดิม เพราะการรักษา
ไม่สามารถทำให้ข้อที่เสื่อมไปแล้วกลับมาเป็นข้อปกติได้
.
ดังนั้น การใช้งานข้อเข่าในการยืนหรือเดิน ก็อาจจะมีอาการปวดบ้างและ
ใช้งานไม่ได้เหมือนแต่ก่อน นอกจากนี้การรักษาข้อเข่าเสื่อมให้ได้ผลสูงสุด
ก็ต้องอาศัยการลดน้ำหนัก การออกกำลังกายและการใช้งานข้ออย่างถูกต้องร่วมด้วย
ไม่ใช่อาศัยแต่ยาอย่างเดียว
ในกรณีที่ข้อเข่าเสื่อมจนถึงขั้นสุดท้าย คือไม่มีกระดูกอ่อนหุ้มผิวข้อเหลือแล้ว
กระดูก 2 ข้างมาชนกัน ผู้ป่วยแค่ขยับตัวก็ปวดเข่าแล้ว ก็คงต้องรักษาด้วยการ
ผ่าตัดเปลี่ยนใส่ข้อเข่าเทียม
.
ดังนั้น เมื่อท่านเริ่มมีอาการเดินมากแล้วปวดข้อเข่าหรือเดินแล้วข้อเข่ามีเสียงดัง
ควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อหรือกระดูก เพื่อได้รับการรักษาและคำแนะนำที่ถูกต้องตั้งแต่ข้อเข่า
เสื่อมระยะแรก
.
ไม่ควรทนปวดเอาหรือรับประทานแต่ยาแก้ปวด รอจนข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น มากขึ้นจนทนไม่ไหว
ค่อยไปพบแพทย์ ถึงตอนนั้นข้อเข่าคงจะเสื่อมไปมากแล้ว จนเกินที่จะรักษาสภาพเดิมเอาไว้ได้
กลายเป็นความพิการในที่สุด ถ้ารักษาตั้งแต่ระยะแรกจะสามารถชะลอความเสื่อมให้เกิดช้าลงมาก
จนไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อ เพราะการผ่าตัดเปลี่ยนใส่ข้อเทียมมีค่าใช้จ่ายสูงมาก
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงของการผ่าตัดที่อาจเกิดอันตรายขึ้น โดยเฉพาะในคนสูงอายุ
แล้วถ้ามีสารอาหารที่สามารถทดแทนการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียมได้หละครับ จะดีกว่าไหมหนอ ทั้งไม่เจ็บตัว ทั้งประหยัดเงิน แถมไม่เป็นการสะสมของสารเคมีในตัวยาที่ใช้กินต่อเนื่อง..
อยากเห็นคุณเดินได้โดยไม่เจ็บปวดทรมาน
ร.ต.มกร ชีวะถาวร(หมวดมิ้นท์)
0870434848